เจ้าหน้าที่ “อื่น” ของรัฐ กับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
27/08/2022Highlight
- ลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๕) เขียนไว้ว่าอย่างไร
- เหตุใดจึงห้ามนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๐๙ (๑๑) และ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบ มาตรา ๑๖๐ (๖) และมาตรา ๙๘ (๑๕)
เจ้าหน้าที่ “อื่น” ของรัฐ กับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
นายสกุลพงษ์ ตรีสมพงษ์
นักวิชาการคดีรัฐธรรมนูญปฏิบัติการ
สำนักมาตรฐานคดีรัฐธรรมนูญ
กลุ่มงานพัฒนามาตรฐานงานคดี
ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองบางตำแหน่งอยู่ในฐานะเป็นผู้ใช้อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศหรืออำนาจอธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ได้แก่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี หรือฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นตำแหน่งทางการเมืองที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด รัฐธรรมนูญจึงบัญญัติคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการเข้าดำรงตำแหน่งเอาไว้หลายประการ ซึ่งหนึ่งในลักษณะต้องห้ามข้อสำคัญก็คือการห้ามเป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” และตลอดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งเมื่อบุคคลที่ดำรงตำแหน่งข้างต้นขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามก็ย่อมเป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งนั้น ๆ ด้วย โดยศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการที่มีอำนาจในการวินิจฉัยประเด็นปัญหาดังกล่าว ในโอกาสนี้จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาพิจารณาปัญหาอันเกิดจากลักษณะต้องห้ามดังกล่าวไปพร้อมกันผ่านอุทาหรณ์คดีรัฐธรรมนูญจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๑/๒๕๖๒
คดีนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้ร้อง ส่งคำร้องที่เกิดจากการเข้าชื่อกันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พลเอก ป. นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ถูกร้องในคดีนี้ มีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยลักษณะต้องห้ามดังกล่าว คือ ลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๕) ซึ่งห้ามผู้ที่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดมีลักษณะต้องห้ามข้างต้นก็ย่อมเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนนั้น ๆ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๑ (๖) ไปด้วย ซึ่งลักษณะต้องห้ามนี้นำมาใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และสมาชิกวุฒิสภาด้วย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๖) และมาตรา ๑๐๘ ข. (๑) หากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือสมาชิกวุฒิสภา คนใดมีลักษณะต้องห้ามดังกล่าว ความเป็นรัฐมนตรี หรือสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาของบุคคลนั้นก็ย่อมสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ (๔) หรือมาตรา ๑๑๑ (๔) แล้วแต่กรณี หากจะอธิบายให้เข้าใจอย่างง่าย ๆ ก็อาจสรุปได้ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา จะต้องไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หากปรากฏว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ย่อมเป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้
เมื่ออธิบายมาจนถึงตรงนี้ หลายท่านคงสงสัยว่าเหตุใดรัฐธรรมนูญจึงห้ามนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ในข้อนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยอธิบายไว้ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๕/๒๕๔๓ อันเป็นคดีที่มีประเด็นปัญหาต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๑๐๙ (๑๑) ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มีหลักการเดียวกันกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๙๘ (๑๕) โดยศาลรัฐธรรมนูญอธิบายว่า เหตุผลที่รัฐธรรมนูญบัญญัติลักษณะต้องห้ามดังกล่าวเอาไว้เนื่องจาก
“… การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาจะต้องอาศัยการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง อิสระ และไม่อยู่ภายใต้การควบคุม ไม่ว่าจากบุคคลหรือหน่วยงานใด ...” ซึ่งเป็นเหตุผลที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับกรณีผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถอธิบายได้ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Power) กล่าวคือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต่างก็เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งจะต้องตรวจสอบถ่วงดุลการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหารอันได้แก่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ซึ่งมีสถานะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้วย ย่อมส่งผลให้การตรวจสอบถ่วงดุลขาดประสิทธิภาพ เพราะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีซึ่งอยู่ในฐานะผู้บังคับบัญชาย่อมมีอำนาจให้คุณให้โทษแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนได้ ส่วนกรณีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี หากเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจด้วยก็ย่อมเกิดความสับสนขัดแย้งกันอยู่ในตัวเองเพราะเป็นทั้งผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองอยู่ในขณะเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญจึงได้บัญญัติลักษณะต้องห้ามนี้ไว้เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวนั่นเอง
การพิจารณาว่าบุคคลใดเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๕) ย่อมกระทำได้โดยง่าย เนื่องจากรัฐธรรมนูญใช้ถ้อยคำที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงแล้ว ในขณะที่คำว่า “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” เป็นคำที่มีความหมายเป็นการทั่วไป ดังนั้น ปัญหาที่จะต้องขบคิดกันต่อไปก็คือ “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” นั้น มีความหมายกว้างขวางเพียงใดกันแน่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้เคยให้ความหมายของคำว่า “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” เอาไว้ในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๕/๒๕๔๓ สรุปได้ว่า “การพิจารณาความหมายของคำว่า “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” เป็นการตีความบทบัญญัติจำกัดสิทธิของบุคคลในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาจึงต้องตีความอย่างแคบ การตีความถ้อยคำที่มีลักษณะนี้
ควรถือว่าคำทั่วไปที่ต่อมาจากคำเฉพาะหลายคำที่นำมาก่อนนั้นย่อมมีความหมายในแนวเดียวกันกับคำเฉพาะ
ที่นำมาข้างหน้า (ejusdem generis) หมายความว่า ในกรณีที่บทบัญญัติของกฎหมายมีถ้อยคำเฉพาะ
ตั้งแต่สองคำขึ้นไป และมีถ้อยคำที่เป็นคำทั่วไปตามหลังคำเฉพาะ คำทั่วไปนั้นต้องมีความหมายแคบกว่าความหมายธรรมดาของคำนั้น โดยจะต้องมีความหมายเฉพาะในเรื่องและประเภทเดียวกันกับคำเฉพาะ
ที่มาก่อนหน้าคำทั่วไปนั้น คำว่า พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของราชการส่วนท้องถิ่น เป็นถ้อยคำที่เป็นคำเฉพาะสามารถบ่งบอกได้ว่าหมายถึงบุคคลใดบ้างอย่างชัดเจน ส่วนคำว่า “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” เป็นถ้อยคำที่มีลักษณะทั่วไป ยังไม่อาจบ่งชี้ได้ว่าหมายถึงบุคคลใดบ้าง การตีความคำว่า “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ซึ่งเป็นคำทั่วไปจึงต้องตีความโดยให้มีความหมายคล้ายคลึงกันหรือในแนวเดียวกัน
กับคำว่า “พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือของราชการส่วนท้องถิ่น”
โดยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๕/๒๕๔๓ ได้สรุปลักษณะของเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐไว้ ดังนี้
(๑) ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย
(๒) มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ
(๓) อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ และ
(๔) มีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทน ตามกฎหมาย
สำหรับคดีที่เรากำลังกล่าวถึงกันอยู่นี้ ประเด็นสำคัญมีอยู่ว่า ในขณะที่พลเอก ป. ผู้ถูกร้อง ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ยังดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติไปพร้อมกันด้วย ปัญหา
ที่ต้องพิจารณาต่อมาก็คือตำแหน่ง “หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ” เป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๕) หรือไม่ โดยศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยสรุปได้ว่า เมื่อรัฐธรรมนูญ
ไม่ได้บัญญัตินิยามของคำว่า “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” เอาไว้ การตีความคำดังกล่าวจึงต้องตีความให้สอดคล้องกับบริบทและเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๒) บัญญัติลักษณะต้องห้ามว่า
ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง อันมีเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้ข้าราชการเข้ามาเป็นนักการเมือง แต่คำว่าข้าราชการยังไม่ครอบคลุมถึงบุคคลที่มีลักษณะเดียวกับข้าราชการ จึงได้บัญญัติมาตรา ๙๘ (๑๕) ไว้อีกว่าจะต้อง
ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐด้วย ถ้อยคำที่บัญญัติถึงเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐจึงเป็นการบัญญัติเพื่อให้ครอบคลุมถึงบุคคลผู้มีคุณสมบัติ
และสถานะเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งอาจมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น สำหรับตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติอันเป็นผลมาจากการยึดอำนาจ
การปกครองประเทศเป็นตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ
โดยเห็นได้จากการออกประกาศและคำสั่งหลายฉบับ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติไม่ได้อยู่ภายใต้
การบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐใด ทั้งเป็นตำแหน่งที่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง
โดยกฎหมาย และไม่มีกฎหมายกำหนดกระบวนวิธีการได้มาหรือการเข้าสู่การดำรงตำแหน่ง โดยมีอำนาจหน้าที่เป็นการเฉพาะชั่วคราวในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้น ตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
จึงไม่มีสถานะ ตำแหน่งหน้าที่ หรือลักษณะงานทำนองเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ และมิใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๘ (๑๕) ผู้ถูกร้อง หรือพลเอก ป. จึงไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๖) ประกอบมาตรา ๙๘ (๑๕) ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องจึงไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวเพราะเหตุเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบ มาตรา ๑๖๐ (๖) และมาตรา ๙๘ (๑๕)
หากจะกล่าวโดยสรุปให้เข้าใจได้โดยง่ายแล้ว อาจสรุปได้ว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และสมาชิกวุฒิสภา ว่า จะต้องไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ซึ่งคำว่าเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐเป็นคำทั่วไปที่ตามหลังคำว่าพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันเป็นคำเฉพาะ ตามหลักการตีความกฎหมายแล้วจะต้องตีความคำว่าเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐให้แคบกว่าปกติ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐในที่นี้จึงไม่ได้หมายความถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น ๆ ทุกประเภทที่ไม่ได้กล่าวไว้ด้านหน้า แต่จะต้องหมายถึงเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐที่มีลักษณะเดียวกันกับพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ในขณะที่ตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นตำแหน่งที่เป็นผลมาจากการรัฐประหาร ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวกลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งใช้อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ โดยไม่ได้รับการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย ไม่มีกฎหมายกำหนดอำนาจหน้าที่เอาไว้โดยเฉพาะ และไม่ตกอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของรัฐ อันมีลักษณะแตกต่างกันอย่างมากกับพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ดังนั้น พลเอก ป. ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐอันเป็นลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญนั่นเอง
ทั้งนี้ จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญข้างต้น จะเห็นได้ว่า ประเด็นแห่งคดี คือ ตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็น “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ในลักษณะเดียวกันกับพนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือไม่ โดยไม่ใช่การวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีเป็นหรือไม่เป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” แต่อย่างใด
______________________________________
More Information
- อ่านบทความเต็มเรื่อง “เจ้าหน้าที่ “อื่น” ของรัฐ กับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี”
- ติดตามเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ กฎหมายรัฐธรรมนูญ และสิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้ทุกช่องทาง
- LINE Official Account สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: @occ_th
- เว็บไซต์ สนง.ศาลรัฐธรรมนูญ: www.constitutionalcourt.or.th
#ศาลรัฐธรรมนูญ #สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ






Login with facebook
Login with google